Fundamental

วิเคราะห์สัดส่วนทางการเงิน

  • D/E Ratio
รายการ (ล้านบาท) 2012 2013 2014 2015 2016
หนี้สิน 1,289.21 1,360.80 1,391.40 1,270.95 1,270.95
ส่วนของผู้ถือหุ้น 729.70 877.78 1,112.63 1,394.69 2,620.67
D/E Ratio 1.77 1.55 1.25 0.91 0.48

บริษัทมีการเติบโตทุกปี เห็นได้จากส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 37.66 % แต่ทั้งนี้เนื่องจากปี 2016 มีการเพิ่มทุนจากการขาย IPO อีก 100 ล้านหุ้น แต่หากไม่นับปี 2016 ก็ยังคงมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นอยู่ที่ 24.10%

ในขณะที่หนี้สินนั้นค่อนข้างจะคงที่ และมีแนวโน้มลดลง เป็นผลให้ D/E Ratio ลดลงเรื่อยๆ อยู่ที่ 0.48 เท่าในปัจจุบัน จะเป็นได้ว่าบริษัท มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะเติบโตไปได้อีก โดยที่ไม่กระทบฐานะทางการเงินของบริษัท

ซึ่งจากงาน oppday ใน Q4/59 ทางผู้บริหารแจ้งว่า จะพยายามรักษา D/E Ratio ให้ไม่เกิน 1 สำหรับบริษัท TPBI และไม่ให้เกิน 2 สำหรับบริษัทลูกอื่นๆ

  • การเติบโตของรายได้
รายการ 2012 2013 2014 2015 2016
รายได้รวม (ล้านบาท) 3,665.31 3,836.96 4,746.20 4,768.56 4,897.11
อัตราการเติบโต- 1 ปี 4.68% 23.70% 0.47% 2.70%
อัตราการเติบโต- 2 ปี 13.79% 11.48% 1.58%
อัตราการเติบโต- 3 ปี 9.17% 8.47%
อัตราการเติบโต- 4 ปี 7.51%

อัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยทบต้น 4 ปี อยู่ที่ 7.51% ซึ่งยังไม่น่าพอใจนัก เพราะควรเติบโตได้ตั้งแต่ 8-10% ขึ้นไป เพื่อสะท้อนว่ากิจการยังสามารถขยายตลาดได้อยู่ ทั้งนี้ เนื่องจากเพิ่งเข้าตลาดมาได้เพียง 1 ปี และเงินที่ได้จากการ IPO ยังไม่ถูกนำมาใช้มากนัก จึงควรติดตามต่อไปว่า ในอนาคต จะสามารถปรับปรุงให้เกิดการเติบโตมากกว่า 8% ได้หรือไม่

  • อัตรากำไรขั้นต้น/อัตรากำไรสุทธิ
รายการ 2012 2013 2014 2015 2016
อัตรากำไรขั้นต้น 8.06% 9.91% 10.51% 14.73% 14.26%
อัตรากำไรสุทธิ 3.21% 3.86% 4.57% 7.65% 8.03%
กำไรสุทธิเติบโต- 1 ปี 25.96% 46.48% 68.26% 7.71%
กำไรสุทธิเติบโต- 2 ปี 35.83% 56.99% 34.62%
กำไรสุทธิเติบโต- 3 ปี 45.88% 38.46%
กำไรสุทธิเติบโต- 4 ปี 35.22%

โดยแนวโน้ม บริษัทมีการเติบโตของอัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในปี 2016 มีความต้องการสินค้าที่ลดลงในช่วง Q4 ทำให้ภาพรวมของปี 2016 มีรายได้จากการขายลดลง แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายบางอย่างเป็นค่าใช้จ่ายที่คงที่ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย แต่บริษัทสามารถรักษาอัตราการทำกำไรสุทธิได้สูงขึ้นในทุกปีต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ เมื่อดูอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ เริ่มมีแนวโน้มที่จะเติบโตลดลง ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่า การปรับเปลี่ยนสินค้าในหมวดของ General Packaging และเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของ Frexible Packaging จะทำให้การเติบโตของกำไรกลับมาได้หรือไม่

  • อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น
รายการ 2012 2013 2014 2015 2016
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 16.11% 16.87% 19.50% 26.17% 15.58%
(ปี 2016 ปรับ ROE เป็นแบบเฉลี่ย เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นจากการ IPO อาจไม่ตรงกับ set.or.th)

จากที่ผ่านมา ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นจะอยู่ประมาณ 15%-16% แต่เริ่มปรับเพิ่มสูงขึ้นในปี 2014 และ 2015 เนื่องจากการปรับกระบวนการผลิต โดยนำกระบวนการ Compound เข้ามา ทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 4%-5% มาเป็นราวๆ 7%-8% และในปี 2016 ทางบริษัทได้ระดมทุนโดยการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นมา แต่เงินที่ได้จากการ IPO ยังไม่ถูกนำไปใช้ในส่วนของการลงทุนมากนัก ทำให้กำไรสุทธิที่ได้กลับมา ยังไม่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ ROE ในปี 2016 ลดลงกลับมาเหลือ 15.58% ทั้งนี้ จะต้องดูการลงทุนที่จะเกิดในปี 2017 ต่อไป แต่ทั้งนี้ ROE ยังอยู่ในระดับมากกว่า 15% สะท้อนผลตอบแทนที่เพียงพอ สำหรับการลงทุนในธุรกิจ

  • PE (ความถูกแพงของราคาหุ้น)
PKG Min Max -2SD -1SD Avg 1SD 2SD
15.27 13.61 21.04 13.55 14.98 16.42 17.86 19.29
(คำนวณจาก PE ตั้งแต่วันที่ 24/03/2016 – 24/03/2017)

PE ในอดีตที่ผ่านมาของ TPBI จะอยู่ในช่วงระหว่าง 13.61 ถึง 21.04 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 16.42 เมื่อนำมาคิดค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ตามตาราง ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับ PE ล่าสุด ณ วันที่ 24/03/2017 ณ ราคา 14.50 บาทนั้นมี PE อยู่ที่ 14.75 หมายความว่ากรอบราคาอยู่ในช่วงระหว่าง -2SD ถึง -1SD ซึ่งถือว่าราคาลงมามาก และเมื่อนำค่า PE ที่ได้ทั้งหมดมาสร้างกราฟ จะได้ดังนี้

โดย PE ลดต่ำลงมาอยู่ที่ 14.75  ซึ่งเป็นระดับ 15.34% ของ PE ที่เคยมีมาในอดีต สะท้อนว่า ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันลดต่ำลงมากเมื่อเทียบกับผลประกอบการ และเมื่อเปรียบเทียบกับ PE เฉลี่ยของกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอยู่ที่ 15.27 ก็ยังต่ำกว่ามาก ทั้งนี้ เนื่องจาก TPBI เป็นหุ้นที่ตลาดยังไม่ค่อยให้ความสนใจ เห็นได้จากปริมาณการซื้อขายระยะหลังลดลงมาก และแทบไม่มีบทวิเคราะห์จากสำนักใดออกมาเลย ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ยังไม่ได้หวือหวาเท่าใดนัก ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้ที่เห็นคุณค่าของหุ้นตัวนี้จะได้สะสมหุ้น เพื่อรอให้ผลประกอบการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง

แต่ทั้งนี้ หากมองไปใน 1 ปีนี้ ตามที่ผู้บริหารเคยได้ให้เป้าหมายไว้ว่า ในปี 2017 รายได้จะเติบโต 5%-10% (ยังไม่รวม M&A) และกำไรสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 8% โดยเราถ้าเราคาดหมายแบบปลอดภัยที่ รายได้โต 5% และกำไรสุทธิ 8% จะได้รายได้อยู่ที่ 5,141.97 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 411.36 ล้านบาท จะเห็นว่าอัตรากำไรสุทธิเติบโตเพียง 4.64% ซึ่งยังถือว่าการเติบโตต่ำมาก เพราะเมื่อนำไปคิด PEG จะได้ PEG อยู่ที่ 3.17 หรือหากคิดรายได้ที่ 10% จะได้รายได้อยู่ที่ 5,631.68 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 450.53 ล้านบาท โดยจะมีอัตราการเติบโตที่ 14.61% และเมื่อนำมาคิด PEG จะได้ PEG ที่ 1.01 ซึ่งเกิน 1 ไปเล็กน้อย

ดังนั้นความคาดหวังในปีนี้ที่อยากจะเห็น TPBI เติบโตไปคือ

  • ต้องทำรายได้เติบโตให้ได้ 10% เป็นอย่างน้อย
  • รักษาอัตรากำไรสุทธิให้ได้ 8% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
  • จบ M&A เพื่อให้เกิดการรับรู้รายได้ในปี 2017


วิเคราะห์งบกระแสเงินสด

  • กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
รายการ (ล้านบาท) 2016 2015 2014 2013 2012
กำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 499.66 476.44 311.67 233.68 172.16
ค่าเสื่อมราคา ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 145.35 127.72 106.62 91.94 84.76
ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1.19 0.64 0.54 0.62 0.42
ภาษีรอการตัดบัญชี
Non-Cash Items (53.88) 19.71 24.15 28.87 (3.24)
การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียน (113.32) (64.16) (301.44) (295.84) (26.77)
เงินสดสุทธิได้มา(ใช้ไป)จากกิจกรรมดำเนินงาน 479.10 560.35 141.54 59.26 227.33

จะเห็นว่า เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน นั้น เป็นบวกทุกปี นั่นหมายความว่า บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานเป็นเงินสดจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี ซึ่งเมื่อเจาะลงไปดูในแต่ละปี พบว่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปีต่อเนื่องมา 3 ปีติดต่อกัน จะเพิ่งมาลดลงในปี 2016 ซึ่งจะวิเคราะห์สาเหตุในลำดับถัดไป

  • การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียน
รายการ (ล้านบาท) 2016 2015 2014 2013 2012
สินทรัพย์ดำเนินงาน(เพิ่มขึ้น) ลดลง
ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น  123.02 (72.02) (227.20)
สินค้าคงเหลือ (97.13) (64.82) 42.56
อะไหล่เครื่องจักร (0.80) 0.98 (1.77)
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น  4.99 (6.55) (0.56)
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น 0.35 (2.33) (1.01)
หนี้สินดำเนินงานเพิ่มขึ้น (ลดลง)
เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น (42.27) 184.41 (36.95)
หนี้สินหมุนเวียนอื่น 3.17 (0.36)  1.04
ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (0.98) (2.17) (0.39)
เงินสดจ่ายจากกิจกรรมดำเนินงาน
ดอกเบี้ยรับ 8.36 3.46 3.04
ดอกเบี้ยจ่าย (17.95) (22.00) (22.95)
ภาษีเงินได้ (91.97) (85.85) (57.23)
การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียน (113.32) (64.16) (301.44) (295.84) (26.77)

บริษัทที่ดี จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนเป็นบวกสม่ำเสมอทุกปี จากตัวเลข บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงเงินทุกหมุนเวียนติดลบทุกปี โดยเมื่อวิเคราะห์ลงไปในแต่ละปี จะพบว่า

  • บริษัท มีรายการสินค้าคงเหลือ เพิ่มขึ้น 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งหมายถึง บริษัท เริ่มมีแนวโน้มสูญเสียเงินสดไปอยู่ในรูปของกับสินค้าคงเหลือ ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดในปี 2016 จะพบรายการต่างๆดังนี้
ประเภทถุงพลาสติก 2016 2015 2014
วัตถุดิบ 402.09 299.54 329.16
วัตถุดิบระหว่างทาง 33.24 86.49 15.53
งานระหว่างทำ 38.60 41.29  42.05
สินค้าสำเร็จรูป 192.54 139.49 118.56
วัสดุสิ้นเปลือง 4.96 7.48 5.11
รวม 671.43 574.30 509.41
หัก ค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพและล้าสมัย (3.47) (4.35) (2.40)
ค่าเผื่อมูลค่าราคาทุนสูงกว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (3.00) (3.08) (3.39)
รวมสินค้าคงเหลือประเภทถุงพลาสติก 664.96 566.87 503.62
ประเภทเครื่องจักร    
สินค้าสำเร็จรูป 486.40 486.40 545.90
รวม 486.40 486.40 545.90
หัก  ค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพและล้าสมัย (93.09) (93.09) (93.09)
รวมสินค้าคงเหลือประเภทเครื่องจักร 0.39 0.39 0.45
สินค้าคงเหลือ-สุทธิ 665.52 567.27  504.08
  • บริษัท มีรายการเจ้าหนี้การค้า และเจ้าหนี้อื่นๆ ลดลง โดยสาเหตุเกิดจากการที่บริษัท เลือกชำระค่าวัตถุดิบด้วยเงินสดภายใน 7 วัน ซึ่งต่างจากกำหนดระยะเวลาชำระเงินของผู้ขายต่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30 – 90 วัน จึงทำให้ยอดเจ้าหนี้การค้าลดลง นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมีการใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้ซื้อวัตถุดิบแทนการใช้สินเชื่อจากเจ้าหนี้การค้า เนื่องจากส่วนลดเงินสดที่ได้รับจากผู้ขายในประเทศ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ชำระให้กับสถาบันการเงิน
  • สาเหตุที่สินค้าคงเหลือที่เป็นวัตถุดิบ เพิ่มขึ้น เนื่องจาก บริษัท มีนโยบายในการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก โดยเป็นการสั่งซื้อเม็ดพลาสติกในช่วงราคาที่เหมาะสมต่อต้นทุนการผลิตและจัดเก็บเม็ดพลาสติกเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตตามคำสั่งซื้อในแต่ละช่วง ซึ่งเม็ดพลาสติกเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่สามารถเก็บไว้ได้ค่อนข้างนาน (ประมาณ 1 – 2 ปี เป็นอย่างน้อย) โดยยังคงสภาพและคุณลักษณะเดิมทุกประการ รวมทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่มีการเบิกใช้เป็นประจำทุกวัน

  • สาเหตุที่สินค้าคงเหลือที่เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการผลิตสินค้าตามแผนความต้องการใช้สินค้าระยะยาวของลูกค้ารายใหญ่ บริษัทจึงสามารถผลิตสินค้าได้ล่วงหน้าเพื่อรอจัดส่งสินค้าต่อไป
  • สำหรับค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพและล้าสมัย ส่วนใหญ่เป็นการตั้งค่าเผื่อสำหรับสินค้าที่เป็นเศษเหลือจากการบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งมอบให้ลูกค้า โดยบริษัทจะส่งมอบสินค้าเศษเหลือให้แก่ลูกค้าในกรณีที่มีการสั่งสินค้าประเภทเดิมซ้ำ หรือนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายอื่น ทั้งนี้ หากบริษัทไม่สามารถจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้ภายใน 1 ปี บริษัทจะตั้งค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพและล้าสมัยเพื่อให้มูลค่าสุทธิของสินค้าดังกล่าวเหลือเพียงเท่ากับราคาซาก โดยหลังจากระยะเวลา 1 ปี สินค้าเหล่านั้นจะถูกนำไปขายซากหรือหลอมเป็นวัตถุดิบนำกลับมาใช้ใหม่ทั้งจำนวน จากที่สังเกต ถึงแม้จะมีสินค้าคงเหลือที่เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น แต่ค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสมัย และล้าสมัยไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน หมายความว่าสินค้าสำเร็จรูปที่มีการผลิตล่วงหน้า สามารถขายให้กับลูกค้ารายเดิมได้จริง

  • ค่าเผื่อมูลค่าราคาทุนสูงกว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับ เป็นการตั้งค่าสำรองสำหรับวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพลาสติกในส่วนที่มูลค่าสุทธิจะได้รับที่ต่ำกว่าราคาทุนทั้งนี้ ค่าเผื่อมูลค่าราคาทุนสูงกว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับในส่วนนี้อาจมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแต่การกำหนดราคาขาย และการคำนวณต้นทุนในแต่ละช่วงเวลา


การเปรียบเทียบสัดส่วนที่สำคัญ สำหรับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

  • หนี้สินหมุนเวียน/เงินสดจากการดำเนินงาน (อยู่ในเกณฑ์:ดี)
รายการ (ล้านบาท) 2016 2015 2014 2013 2012
หนี้สินหมุนเวียน 1,160.85 1,109.06 1,093.38 1,032.48 932.66
เงินสดจากการดำเนินงาน 479.10 560.35 141.54 59.26 227.33
หนี้สินหมุนเวียน/เงินสดจากการดำเนินงาน (ปี) 2.42 1.98 7.72 17.42 4.10

สัดส่วนนี้แสดงถึงความสามารถในการนำเงินสดจากการดำเนินงานมาชำระหนี้ระยะสั้น ซึ่งจะระบุว่า หากบริษัทต้องการชำระหนี้ระยะสั้น จะสามารถชำระหนี้หมดภายในกี่ปี ซึ่งตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา บริษัท มีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นแต่ละปีไม่เกิน 3 ปี  แสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัท


  • เงินสดจากการดำเนินงาน/รายได้รวม (อยู่ในเกณฑ์:พอใช้)
รายการ (ล้านบาท) 2016 2015 2014 2013 2012
เงินสดจากการดำเนินงาน 479.10 560.35 141.54 59.26 227.33
รายได้รวม 4,897.11 4,768.56 4,746.20 3,836.96 3,665.31
เงินสดจากการดำเนินงาน/รายได้รวม (%) 9.78 11.75 2.98 1.54 6.20

สัดส่วนนี้แสดงถึงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินสดได้กี่ % โดยบริษัทที่ดี ควรสามารถแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินสดได้ขั้นต่ำ 10% ต่อเนื่องทุกปี จากข้อมูล จะเห็นว่า บริษัท เริ่มมีการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยเริ่มเห็นผลในปี 2015 แต่มีหย่อนเล็กน้อยลงมาในปี 2016 ทั้งนี้ จะต้องติดตามต่อไปว่า จะสามารถปรับปรุงจนกลับไปมากกว่า 10% ได้หรือไม่


  • เงินสดจากการดำเนินงาน/กำไรสุทธิ (อยู่ในเกณฑ์:พอใช้)
รายการ (ล้านบาท) 2016 2015 2014 2013 2012
เงินสดจากการดำเนินงาน 479.10 560.35 141.54 59.26 227.33
กำไรสุทธิ 393.11 364.98 216.92 148.09 117.57
เงินสดจากการดำเนินงาน/กำไรสุทธิ (เท่า) 1.22 1.54 0.65 0.40 1.93

สัดส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า ทุก 1 บาทที่บริษัทสร้างกำไรออกมา ในความจริงแล้วเป็นเงินสดกี่บาท ซึ่งบริษัทที่ดีควรมีเงินสดไม่น้อยกว่ากำไรที่ได้ โดยหากจะให้ดี ควรสร้างเงินสดไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของกำไรที่สร้างได้ เพื่อให้ระยะยาว บริษัทจะมีเงินสดเพิ่มเข้ามา และแสดงให้เห็นว่า กำไรที่เกิดขึ้น เป็นกำไรจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่กำไรทางบัญชี จากข้อมูล จะเห็นว่า บริษัท มีการปรับปรุงโดยสร้างเงินสดมากกว่า กำไรสุทธิ ตั้งแต่ปี 2015 แต่มีหย่อนเล็กน้อยลงมาในปี 2016 เช่นกัน ทั้งนี้ จะต้องติดตามต่อไปว่า จะสามารถปรับปรุงจนกลับไปมากกว่า 1.5 เท่าได้หรือไม่


  • กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
รายการ (ล้านบาท) 2016 2015 2014 2013 2012
(เพิ่มขึ้น) ลดลงในเงินลงทุนระยะสั้น (500.54) 100.00 (100.00)
(เพิ่มขึ้น) ลดลงในเงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน  –
เงินสดรับจากการรับชำระเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทอื่น  – 26.25
รับเงินปันผล  – 0.11
เงินสดจ่ายซื้อหุ้นสามัญในบริษัทย่อย
เงินสดจ่ายซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (31.44)  –  –
เงินสดจ่ายซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (485.13) (335.71)  (108.99)
เงินสดรับจากการขายที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 2.56 5.89  3.43
เงินสดรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 117.00
เงินสดจ่ายซื้อสินทรัพย์ไม่มีตัวตน  (3.79) (5.99) (2.91)
(เพิ่มขึ้น)ลดลงในเงินฝากประจำที่ติดภาระค้ำประกัน 64.5 10.75 0.21
เงินสดสุทธิได้มา(ใช้ไป)จากกิจกรรมลงทุน (836.85) (224.97) (182.09)

บริษัท มีเงินลงทุนระยะสั้น เพิ่มขึ้น 500.54 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • เงินฝากประจำ 5 เดือน 250.54 ล้านบาท
  • เงินลงทุนในหน่วยลงทุน-หลักทรัพย์เผื่อขาย 250.00 ล้านบาท

ซึ่งสาเหตุที่บริษัทนำเงินไปพักไว้ในเงินฝากประจำ 5 เดือนคาดว่าน่าจะเกิดจาก แผนการ M&A และขยายกำลังการผลิตถูกเลื่อนออกไปในปี 2017 ทั้งนี้ จะสอบถามไปยัง IR ของบริษัทต่อไป